ประวัติการเข้าชมของฉัน

คู่มือโตเกียวของฉัน

เมื่อพบหน้าเพจที่สนใจ กรุณาคลิกที่เครื่องหมายหัวใจเพื่อบันทึกไว้เป็น "ประวัติการเข้าชมของฉัน" กัน

เนื้อหาหลักเริ่มที่นี่

Updated: August 23, 2019

อาหารพื้นบ้านของโตเกียวที่ได้รับการรังสรรค์ให้เป็นรูปเป็นร่างโดยใช้เวลายาวนานกว่า 400 ปีนับตั้งแต่สมัยเอโดะที่รุ่งเรือง (ปี 1603 – 1867)

ทั้งแพนเค้กกลิ่นหอมหน้าตาคล้ายโอโคโนมิยากิ “มนจายากิ” ข้าวหน้าหอย “ฟุกางาวะ เมชิ” และอาหารหม้อไฟ "ยานางาวะ นาเบะ" ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถือกำเนิดขึ้นในโตเกียวเขต 23 การปกครอง ย่านทามะ หมู่เกาะอิซุ และหมู่เกาะโอกาซาวาระ

จุดเด่น

  • ร้านอาหารขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่รับบัตรเครดิต ควรพกเงินสดไปด้วย
  • เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อคิวยาวที่ร้านอาหารชื่อดัง แนะนำให้มาเร็วๆ หรือไปในช่วงที่คนมาน้อย
  • ไม่ควรถูตะเกียบไปมา เพราะเป็นการเสียมารยาทต่อร้านอาหาร

อาหารพื้นบ้านของโตเกียวที่ได้รับการรังสรรค์ให้เป็นรูปเป็นร่างโดยใช้เวลายาวนานกว่า 400 ปีนับตั้งแต่สมัยเอโดะที่รุ่งเรือง (ปี 1603 – 1867)

ทั้งแพนเค้กกลิ่นหอมหน้าตาคล้ายโอโคโนมิยากิ “มนจายากิ” ข้าวหน้าหอย “ฟุกางาวะ เมชิ” และอาหารหม้อไฟ "ยานางาวะ นาเบะ" ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถือกำเนิดขึ้นในโตเกียวเขต 23 การปกครอง ย่านทามะ หมู่เกาะอิซุ และหมู่เกาะโอกาซาวาระ

ซูชิ

ซูชิเป็นอาหารที่เริ่มได้รับความนิยมไปทั่วโลก หากต้องการชิมซูชิชนิดต่างๆ ไม่ว่าชนิดใดที่ทั้งอร่อยและแค่มองจะรู้สึกเพลิดเพลิน จะมีที่ไหนอีกที่ดีกว่าโตเกียว เพราะที่นี่มีตั้งแต่ซูชิที่วางเนื้อปลาสดๆ หั่นขนาดพอดีคำไว้บนข้าวผสมน้ำส้มสายชูเรียกว่า “นิงิริซูชิ” ไปจนถึง “จิราชิซูชิ” ที่เอาอาหารทะเลประเภทต่างๆ และไข่ไปวางไว้บนข้าวที่ผสมคลุกเคล้าเข้ากับผักปรุงรส ทำให้กลายเป็นซูชิที่กระจัดกระจายสมชื่อ

โซบะ

โซบะได้รับการจัดให้เป็นอาหารประจำวันยอดนิยมมาจนถึงก่อนช่วงกลางสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 18) และกลายมาเป็นสินค้าพิเศษสำคัญของโตเกียว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่อย่างที่อนุญาตให้ทานแบบมีเสียงได้ สาเหตุเป็นเพราะการดูดอากาศเข้าไปจะช่วยให้ได้กลิ่นของเส้นแป้งโซบะได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง

มนจายากิ

มนจายากิเป็นอาหารที่ทำบนกระทะเหล็กร้อนๆ ด้วยการเอากะหล่ำปลีหั่นฝอยและวัตถุดิบอื่นๆ ใส่ลงไปบนน้ำแป้งที่ทำจากแป้งสาลี ร้านอาหารราว 60 ร้านที่เรียงรายอยู่ข้างถนนสึกิชิมะมงจะ มีขายตั้งแต่มนจายากิเนื้อหรือซีฟู๊ด ไปจนถึงมนจายากิที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารเอเชีย ทั้งนี้ทั้งนั้น การได้ทำมนจายากิทานเองคือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและสนุกสนานที่สุด

ฟุกางาวะ เมชิ (ข้าวอบหอยลาย)

กางาวะ เมชิ คืออาหารที่นำน้ำซุปเคี่ยวที่ทำมาจากหอยลายญี่ปุ่นกับมิโซะต้นหอมสับมาราดบนข้าว เดิมทีอาหารชนิดนี้เริ่มมีขึ้นมาในฐานะอาหารจานด่วนสำหรับชาวประมงที่ต้องทำงานอย่างเร่งรีบในโซนฟุกางาวะที่อยู่ใกล้กับปากแม่น้ำซูมิดะ สถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในด้านงานเก็บหอยในสมัยเอโดะ

โดโจ นาเบะกับยานางาวะ นาเบะ

โดโจ นาเบะ เป็นอาหารหม้อไฟก้นแบนที่เรียงรายด้วยปลาโดโจ (ปลาน้ำจืดประเภทหนึ่ง) ต้มน้ำซุปรสโชยุ เสิร์ฟพร้อมต้นหอมสับ ส่วนยานางาวะ นาเบะเป็นอาหารหม้อไฟที่ทำจากปลาโดโจเช่นกัน แต่ใส่โกโบและไข่ลงไปพร้อมกัน ปลาโดโจเป็นปลาที่ถูกนำมาใช้ปรุงอาหารญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ

จังโกะ นาเบะ

อาหารหม้อไฟพูนๆ ที่ทำจากเนื้อและผักตามฤดูกาล เป็นอาหารหลักของเหล่าซูโม่ (โรงฝึกซูโม่แต่ละแห่งจะมีสูตรแตกต่างกันไป) แนะนำให้ลองชิมในระหว่างชมการแข่งซูโม่หรือหลังจากไปเยี่ยมชมโรงฝึกซูโม่ หรือลองแวะร้านอาหารจังโกะ นาเบะยอดนิยมที่มีอยู่มากมายในโตเกียวสักร้าน

อาหารเกาะ

ผู้คนในหมู่เกาะอิซุและหมู่เกาะโอกาซาวาระไม่ได้ใช้อาหารทะเลทำเป็นซาชิมิเท่านั้น แต่ยังนำไปย่างถ่าน นึ่ง และใส่ซุปมิโซะด้วย

ชิมะซูชิคือซูชิที่ทำจากปลาที่จับได้จากทะเลใกล้ๆ เกาะ โดยจะนำปลาไปดองกับโชยุเพื่อรักษาเครื่องปรุงท่ามกลางอากาศร้อน (เป็นการเตรียมการขั้นต้นก่อนปรุงอาหารโดยการดองเรียกว่า “ซึเกะ”) ส่วนข้าวจะปรุงรสให้หวานและใส่น้ำส้มสายชูเข้มกว่าข้าวหมักน้ำส้มสายชูมาตรฐานเล็กน้อย สำหรับวาซาบิที่หาได้ยากบนเกาะจะใช้มัสตาร์ด “คาราชิ” หรือ พริก “โทงาราชิ” แทน

ปลาไหล

การปิ้งปลาไหลในคันโต (โตเกียวและจังหวัดรอบๆ) กับคันไซ (เกียวโต โอซาก้า และจังหวัดรอบๆ) จะมีวิธีปรุงอาหารที่แตกต่างกัน โดยในแบบของคันโตจะแล่ปลาไหลจากข้างหลัง จากนั้นนำไปปิ้งแบบไม่ปรุงรสก่อนแล้วนำไปนึ่ง หลังจากนั้นจะปรุงรสแล้วย่างอีกครั้ง เมื่ออ้างอิงจากตำนานแล้ว เป็นเพราะเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) มีจำนวนประชากรที่เป็นซามูไรเยอะ การแล่ปลาจากท้องถือว่าเป็นลางไม่ดี

ผลิตภัณฑ์พิเศษในท้องถิ่น

สึกูดานิ

สึกูดานิคืออาหารที่นำปลาเล็ก หอย สาหร่ายไปต้มกับโชยุ มิริน (เหล้าหวาน) และน้ำตาล จากนั้นเคี่ยวจนเหนียวหนืด ความเค็มและความหวานจะทำให้สึกูดานิมีคุณสมบัติในการถนอมอาหารสูง เป็นที่ชื่นชอบในฐานะกับข้าวที่สามารถเก็บรักษาไว้ในห้องครัวญี่ปุ่นได้มาตั้งแต่สมัยเอโดะ สึกูดานิมักจะนำมารับประทานกับข้าวปั้น (rice ball) หรือโอจาซูเกะ (อาหารประเภทข้าวที่ใส่ชาเขียวหรือซุปดาชิลงไป) ชื่อนี้ได้มาจาก สึกูดาจิมะ (ปัจจุบันอยู่ในโซนสึกูดะ เขตจูโอ) เมืองของเอโดะและเคยเป็นศูนย์กลางของการประมง

ฟูกูจินซูเกะ

ฟูกูจินซูเกะเป็นผักดอง (ผักที่ดองด้วยเกลือหรือน้ำส้มสายชู) ประเภทหนึ่ง ผู้พัฒนาฟูกูจินซูเกะคือเจ้าของร้านเครื่องเคียงที่อยู่ใกล้ศาลเจ้าที่บวงสรวงเทพเจ้าชื่อเบ็นเต็นในโซนยานากะ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเขตไทโต) หลังจากลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งตั้งแต่ปลายสมัยเอโดะจนถึงต้นสมัยเมจิ (ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) ในที่สุดก็ทำสำเร็จ การทำผักดองจะใช้ผัก 7 ชนิดอันประกอบด้วยหัวไชเท้า มะเขือม่วง ถั่วพร้าเมล็ดแดง รากบัว แตง ชิโซะ หัวผักกาด ผักดองนี้ตั้งชื่อตามยานากาชิจิฟูกูจินหรือที่เรียกกันว่าศาลเจ้ายานากาที่บวงสรวงเทพเจ้าแห่งความโชคดีทั้ง 7 ผู้คนมักนิยมนำผักดองฟูกูจินซูเกะไปรับประทานเป็นเครื่องเคียงกับข้าวราดแกงกะหรี่ (curried rice)

เบ็ตตาราซูเกะกับโตเกียวทากูอันซึเกะ

เบ็ตตาราซูเกะเป็นผักดองประเภทหนึ่ง ทำจากหัวไชเท้าดองเกลือ วิธีทำคือเอาหัวไชเท้าที่ผ่านการล้างน้ำและตากจนแห้งไปดองกับน้ำที่ผสมข้าวโคจิ น้ำตาล และมิริน (เหล้าหวาน) วิธีทำทากูอันซึเกะแบบดั้งเดิมคือใช้หัวไชเท้าตากแห้งโดยธรรมชาติไปดองเกลือรำข้าว แต่หลังจากเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปลายสมัยไทโชกับต้นสมัยโชวะ (ปี 1920) เริ่มหันมาใช้หัวไชเท้าดองเกลือแทน และยิ่งผลิตมากก็ยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการขนานนามว่าโตเกียว ทากูอันซึเกะ

เอโดะอามามิโซะ

มิโซะคือเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นบดที่ทำมาจากถั่วเหลืองนำไปนึ่งแล้วบดกับเกลือและโคจิ (ข้าวโคจิ) สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสจำเป็นของอาหารญี่ปุ่น โดยโคจิจะขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นว่าจะทำจากข้าวสาลี ถั่ว หรือข้าว สำหรับเอโดะอามามิโซะจะใช้ข้าวโคจิ เมื่อเทียบกับมิโซะที่มีรสเค็มนำแบบเซนไดมิโซะและชินชูมิโซะแล้ว เอโดะอามามิโซะจะผสมเกลือครึ่งหนึ่งและข้าวโคจิ 2 เท่า ทำให้ได้รสหวานมาก ด้วยเหตุนี้เวลาที่ใช้ในการหมักและระยะเวลาในการเก็บรักษาจึงสั้นลงตามไปด้วย

วาซาบิ

ย่านโอคุทามะมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นที่รู้กันดีด้วยว่าเป็นแหล่งที่มีน้ำธรรมชาติคุณภาพดี วาซาบิของโอคุทามะเติบโตมาด้วยน้ำจากแหล่งน้ำผุดอันแสนบริสุทธิ์ของท้องถิ่น โดยอุณหภูมิของน้ำจะถูกรักษาให้คงที่จนเกือบเท่ากันตลอดทั้งปี สวนเกษตรวาซาบิมีมาตั้งแต่สมัยมุโรมาจิ (ศตวรรษที่ 14) และโอคุทามะเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งใน 3 ของแหล่งปลูกวาซาบิที่ใหญ่ในญี่ปุ่นร่วมกับชิซึโอกะและยามานาชิด้วย แม้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่งจึงจะเก็บเกี่ยวได้ แต่วาซาบิของโอคุทามะเป็นที่รู้จักกันดีในด้านกลิ่นแรงและความเข้มข้น

ปลาแม่น้ำกับการเก็บของในป่า

ย่านโอคุทามะที่เรียกกันว่า “สวนส่วนในของโตเกียว” เต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีทั้งต้นไม้สวยงามและหุบเขา อีกทั้งยังมีลักษณะเด่นที่ต่างจากเมืองหลวงด้วย แถวนี้มีปลาน้ำจืด อาทิ ปลายามาเมะ ปลามาซุ (trout) ปลาอายุ ปลาฮายะ (บ้างก็เรียกว่าปลาอูกูอิ) เป็นต้น อาศัยอยู่ตามแม่น้ำท้องถิ่น เช่น แม่น้ำทามะ แม่น้ำอะคิ และแม่น้ำนิปปาระ เป็นต้น นอกจากนั้น สถานที่เหล่านี้ยังมีบริการร้านอาหารพื้นบ้านด้วย ในฤดูใบไม้ผลิจะเจอพืชป่าทานได้ เช่น วาบิระ เซ็มไม ทาราโนเมะ เป็นต้น ส่วนเห็ด เกาลัดและลูกพลับ คือตัวอย่างบางส่วนของผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงที่สามารถเก็บได้ในภูเขาย่านนี้

บ๊วยดอง

บ๊วยดองคือบ๊วยที่ถูกนำไปผึ่งแดดแล้วเอาไปดองเกลือ เนื่องจากบ๊วยดองเป็นอาหารที่มีอัลคาไลน์ ไดเอต ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานเพื่อสุขภาพมาช้านาน บ๊วยดองเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษของอำเภอโออุเมะ และโออุเมะเป็นที่รู้จักในเรื่องความงามของต้นบ๊วย 25,000 ต้น ช่วงที่ดอกบ๊วยบานสะพรั่งในต้นฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะสวยจนสามารถดึงดูดผู้คนให้มาเยือนเป็นจำนวนมาก

คอนเนียคุ

คอนเนียคุคือเค้กมันมีลักษณะคล้ายเยลลี่ มีเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร ทำจากหัวมันคอนเนียคุผสมด้วยน้ำจากธรรมชาติ แล้วเติมสารทำให้แข็งตัว เช่น หินปูน ลงไปเพื่อทำให้แข็งตัวแบบนุ่มนวล ในย่านทามะจะทำคอนเนียคุด้วยหัวมันคอนเนียคุที่ปลูกในท้องถิ่นและน้ำคุณภาพดีจากแม่น้ำอากิกาวะ

ชาโตเกียวซายามะ

ย่านเขตรอยต่อของโตเกียวกับไซตามะ รวมถึงอำเภอมุซาชิมูรายามะ ตำบลมิซูโฮะ และอำเภอฮิงาชิยามาโตะ เป็นที่รู้จักกันในฐานะเขตปลูกชาเขียวคุณภาพดีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ประเภทของชาที่ผลิตในย่านนี้ทั้งหมดโดยปกติจะเรียกรวมกันว่าชาซายามะ ชาที่ปลูกในโตเกียวเริ่มถูกเรียกเป็นพิเศษว่าชาโตเกียวซายามะตั้งแต่ช่วงกลางสมัยโชวะ (ช่วงปี 1950) เพื่อแยกชาที่ปลูกในโตเกียวกับชาที่ปลูกในไซตามะออกจากกัน ชาโตเกียวซายามะมีช่วงเก็บเกี่ยว 2 ครั้งคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน มีจำนวนน้อยกว่าแหล่งผลิตชาอื่นๆ ของญี่ปุ่น แต่ได้รับคำกล่าวขานว่าเป็นชาที่มีความเข้มข้นและให้รสชาติที่ดียิ่งกว่า

คูซายะ

คูซายะเป็นปลาตากแห้งประเภทหนึ่งที่ทำในเกาะนิอิจิมะกับเกาะฮาจิโจจิมะของอิซุ และเกาะจิจิจิมะของหมู่เกาะโอกาซาวาระเป็นหลัก วิธีทำคูซายะคือ ขั้นแรกจะนำปลาไปหมักในน้ำคูซายะที่ทำมาจากปลาก่อน จากนั้นค่อยนำไปตากแห้ง ผลคือทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่มีทั้งคนชอบและคนเกลียด คูซายะจะมีกลิ่นแรงขึ้นเมื่อนำไปย่าง จึงมีแบบย่างแล้วเป็นแพ็กเกจขายด้วย

ใบอาชิตาบะ

ใบอาชิตาบะคือยาสมุนไพรประเภทหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายตังกุย ชื่อเรียกของใบนี้มีความหมายตรงตัวคือ “ใบวันพรุ่งนี้” บ่งบอกว่าเป็นพืชที่มีพลังชีวิตเยอะ แม้วันนี้จะถูกเด็ดใบไป วันรุ่งขึ้นจะงอกใบใหม่ออกมาอีก เป็นพืชที่อยู่บนเกาะฮาจิโจจิมะ ประสิทธิภาพทางยาเป็นที่รู้กันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จะอร่อยมากเมื่อเอามาทานเป็นเทมปุระ ผัด หรือใส่ลงไปในซุปมิโซะ

น้ำมันดอกสึบากิ

ดอกสึบากิเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษของเกาะโอชิมะ ผลของมัยถูกนำมาทำเป็นน้ำมันคุณภาพดี เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชอื่นๆ แล้ว น้ำมันดอกสึบากิจะมีกรดโอเลอิกสูงที่สุด โดยกล่าวกันว่าสามารถลดคอเลสเทอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่รู้จักกันดีคือเป็นน้ำมันที่เหมาะที่สุดกับเทมปุระ สำหรับการใช้ทอดให้แป้งที่หุ้มกรุบกรอบเบาๆ

ผลไม้เขตร้อน

หมู่เกาะโอกาซาวาระอยู่ห่างลงไปทางใต้จากเมืองหลวงบนแผ่นดินใหญ่ เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นแหล่งผลิตผลไม้เขตร้อน มีตั้งแต่กล้วยและส้มไปจนถึงมะละกอ เมลอนและมะม่วง รสชาติที่สดใหม่ของผลไม้เหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากมาย และนอกจากนั้นโอกาซาวาระยังต่างจากภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่นตรงที่เป็นแหล่งผลิตกาแฟด้วย

ผลิตภัณฑ์นม

แม้แต่ในหมู่เกาะจำนวนมากของโตเกียว ตามเกาะใหญ่ๆ เช่น เกาะโอชิมะกับเกาะฮาจิโจจิมะของหมู่เกาะอิซุ เป็นต้น มีการทำฟาร์มโคนมและทำผลิตภัณฑ์จากนมสดๆ เช่น น้ำนมวัวหรือเนย นอกจากนั้นยังใช้ทำผลิตภัณฑ์พิเศษในท้องถิ่น อย่างเช่น นำผลไม้เขตร้อนหรือใบอาชิตาบะมาทำเป็นไอศกรีมด้วย

นิงเงียวยากิ

นิงเงียวยากิเป็นขนมเค้กขนาดเล็ก วิธีทำคือนำน้ำแป้งข้าวสาลี ไข่และน้ำตาลเทลงไปแม่พิมพ์เหล็กสำหรับอบ มีขายทั้งแบบไม่ใส่อังโกะ (ถั่วหวานกวน) และแบบใส่อังโกะ นิงเงียวยากิส่วนใหญ่จะเป็นรูปเทพเจ้าแห่งความโชคดีทั้ง 7 (เทพเจ้านำความโชคดี 7 องค์) หรือประตูอาซากุสะ คามินาริมง และโคมไฟใหญ่ แต่รูปตัวละครทีวีสำหรับเด็กก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เค้กนี้ตั้งชื่อตามชื่อย่านตำบลนิฮงบาชินิงเงียวเขตจูโอ ถิ่นกำเนิดของเค้ก และเป็นขนมของฝากยอดนิยมของโตเกียว

คามินาริ โอโกชิ

คามินาริ โอโกชิ คือขนมที่ดังในเรื่องผิวสัมผัสที่กรุบกรอบ ขนมที่เคยวางขายข้างถนนใกล้ประตูคามินาริมงของอาซากุสะในช่วงกลางสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 18) คามินาริ โอโกชิเป็นขนมที่เอาข้าวหวานนึ่งไปคั่วจนดีด แล้วผสมถั่วลิสงหรือวัตถุดิบอื่นลงไป จากนั้นราดด้วยน้ำตาลและน้ำเชื่อมกลูโคสเพื่อให้แข็งเป็นรูปร่าง กล่าวกันว่าชื่อ “โอโกชิ” มาจากคำกริยา “โอโกซุ หรือ ปลุก” ของภาษาญี่ปุ่น หมายถึง “การสร้าง” ชื่อหรือบ้าน ด้วยเหตุนี้ขนมนี้จึงถูกมองเหมือนเป็นเครื่องราง ทุกวันนี้เป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในของฝากยอดนิยมจากอาซากุสะ

หน้าหลัก > ชมและเล่น > เรียนรู้วัฒนธรรม > อาหารพื้นบ้านโตเกียว